อริสโตเติล นักปรัชญาโบราณกล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติชิงชังความว่างเปล่า” เขาสรุปจากการสังเกตว่า ธรรมชาติต้องการให้
พื้นที่ทุกอณูถูกเติมเต็มด้วยบางสิ่งบางอย่าง แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอากาศที่ไร้สีสัน และกลิ่นก็ตาม
ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็เช่นกัน เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มกล่าวโทษเราถึงความบาป ความคิดเรื่องการปรับปรุง
ตนเองก็เข้ามาในความคิดของเราทันที เราพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อต่อสู้กับนิสัยแย่ๆ แต่ยิ่งเราพยายามกำจัดความคิด ทัศนคติ
และความปรารถนาที่ไม่บริสุทธิ์มากเท่าไร ก็ต้องพบกับความล้มเหลวมากเท่านั้น เพราะการกำจัดสิ่งใดออกไป จะเกิดพื้นที่ว่าง
ในจิตวิญญาณขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เรากำจัดความชั่วร้ายอย่างหนึ่งออกไป ความชั่วร้ายแบบใหม่ก็จะรีบเข้ามาแทนที่ จนในที่สุด
เรากลับแย่หรือเลวร้ายลงยิ่งกว่าตอนที่เราเริ่มต้น
เรื่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เปาโลกล่าวแก่ชาวเอเฟซัสเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อท่านอธิษฐานทูลขอให้พระคริสต์สถิตในใจ
ของพวกเขาทางความเชื่อ เพื่อพวกเขาจะได้
“ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์… เพื่อ [พวกเขา] จะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม” (เอเฟซัส 3:19)
การแก้ปัญหาความบาปในชีวิตอย่างยั่งยืนมีเพียงทางเดียว คือให้ความรักของพระเยซูแทนที่ความว่างเปล่า ยิ่งเราเต็ม
ด้วยความรักของพระองค์มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีที่ว่างสำหรับสิ่งชั่วร้ายน้อยลงเท่านั้น
ขอขอบพระคุณ พระทรงการุณ ให้พระวิญญาณ
เติมเราให้เต็ม ด้วยรักแสนหวาน พลังประทาน จากพระองค์มา
ขอเปลี่ยนแปลงให้ เราได้เข้าใกล้ อย่างพระฉายา
เป็นเหมือนพระองค์ ทุกวันเวลา ชีวิตมีค่า ทุกวินาที
เราไม่จำเป็นต้องจัดบ้านก่อนพระเยซูเสด็จมา พระองค์จะทรงจัดการให้ หลังจากเราให้พระองค์เข้ามา
ที่มา : มานาประจำวัน 21/01/2011