หนทางราบเรียบและเรากำลังเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ตามทางไปสู่บ้านพ่อของเจย์ในเซาธ์คาโรไลนา ตอนที่เราขับผ่านหุบเขา
ในรัฐเทนเนสซี ฉันเริ่มสังเกตเห็นป้ายทางเบี่ยง แต่เจย์ก็ยังขับต่อไป ฉันเลยเดาเอาว่าป้ายเหล่านั้น คงไม่เกี่ยวกับเรา เมื่อเราไป
เกือบถึงเขตนอร์ธรัฐคาโรไลนา เราก็ไปเจอกับป้ายที่บอกว่าทางหลวงข้างหน้าถูกปิดเนื่องจากมีหินถล่ม เราจึงต้องกลับรถ
เจย์แปลกใจมาก เขาอยากรู้ว่า “ทำไมไม่มีป้ายเตือนเลย?” ฉันตอบว่า “มีเยอะแยะเลยนะ คุณไม่เห็นหรือ ?” เขาตอบว่า
“ไม่เห็นแล้วทำไมคุณถึงไม่บอกผมล่ะ?” ฉันเลยตอบว่า “ก็ฉันคิดว่าคุณเห็นแล้ว” ปัจจุบันเรื่องนี้ กลายเป็นเรื่องตลกที่เรามัก
เล่าให้เพื่อนๆ ฟัง
ตลอดประวัติศาสตร์ พระเจ้าได้ประทาน “ป้าย” มากมายเพื่อบอกวิธีการใช้ชีวิต แต่มนุษย์ก็ยังทำตามทางของตัวเอง
เมื่อในที่สุด พระองค์ทรงประทานพระบุตรของพระองค์เป็นหมายสำคัญ (ลก.11:30)
พวกผู้นำศาสนากลับไม่ใส่ใจคำเตือนของพระองค์ พวกเขาคิดว่าชีวิตของพวกเขาดีอยู่แล้ว พวกเขาเป็นที่รู้จักและได้รับ
การเคารพนับถือ พวกเขาเกลียดการถูกชี้ว่าพวกเขาผิด
เราก็อาจเป็นเช่นนั้นได้ เมื่อชีวิตปกติดี เรามีแนวโน้มจะละเลยคำเตือนว่า เราต้องหันกลับและเปลี่ยนวิถีบาปของเรา
สิ่งสำคัญคือเราต้องจำไว้ว่าเราอาจทำผิดได้ แม้ชีวิตจะปกติดี
พระเจ้าเตือนเพื่อป้องกันเราพลาดพลั้ง เพื่อยับยั้งเรามิให้กระทำผิด หากเราเผลอทำไปไม่ทันคิด จงสารภาพด้วยจิตสำนึกตน
พระเจ้าส่งคำเตือนมาเพื่อปกป้องเรา ไม่ใช่เพื่อลงโทษ
ที่มา : มานาประจำวัน 12/04/2011



